Recent Posts

Pages: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21
สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม แอสตัน วิลล่า ยิ้มร่าหลังพาทีมบุกไปพิชิต คริสตัล พาเลซ 2-1 ในเกม พรีเมียร์ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พ.ย. พา สิงห์ผงาด ฟาดไปแล้วหกแต้มเต็มจากการคุมทีมลงสนามสองนัด
    อดีตกุนซือทีม เรนเจอร์ส เปิดตัวได้สวยในเกมประเดิมสนามเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วยการพา วิลล่า เปิดบ้านทุบ ไบรท์ตัน 2-0 และล่าสุด "สตีวี่ จี" ก็นำทีมบุกเข้าเมืองหลวงมาคว่ำ ดิ อีเกิ้ลส์ ได้อีกจึงทำให้เขาแฮปปี้อย่างแรง

     "มันเป็นสองสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยม นักเตะเล่นกันได้อย่างวิเศษ เราลำบากกันไม่น้อยในวันนี้ แต่เราเอาตัวรอดกันมาได้ซึ่งเป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก"

     "เราทำงานกันหนัก ดีน สมิธ สร้างผลงานก่อนหน้านี้ได้อย่างน่าประทับใจ และมันเป็นฟอร์มที่ดีก่อนที่เราจะแพ้ห้านัดรวด เราต้องทำความเข้าใจกันในเวลาอันสั้น และยังมีเรื่องที่เราต้องทำงานกันอีกเยอะ"
 
     "ที่ แอสตัน วิลล่า เรามีนักเตะที่เชี่ยวชาญทางด้านลูกเซ็ตพีซ และงานของเขาคือการเล่นงานจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม นักเตะทุกคนสมควรได้รับเครดิตสำหรับการทำประตู"

    "ผมโชคดีพอที่ได้เล่นเกมในระดับสูงสุด ผมอยากนำรายละเอียดต่างๆมามอบให้ทีมในแง่ของการครอง. หวังว่าผู้คนจะเล็งเห็นสิ่งนี้ มันเป็นการก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่จากการเก็บได้หกแต้มเต็มจากสองนัด"
22
ฮาแลนด์คัมแบ็กยิงหลังลงสำรองไม่ถึง 10 นาที!! ดอร์ทมุนด์ เฮเก็บชัย บุกอัด โวล์ฟสบวร์ก สุดมัน 3-1 เก็บสามแต้มล้ำค่า โยนความกดดันให้ บาเยิร์น ที่เตะคู่ดึก ด้วยการแซงขึ้นจ่าฝูงชั่วคราว เอาฤกษ์เอาชัยได้ก่อน ต้องไปพบกันเองในศึก แดร์ กลาสิเคอร์ ในสัปดาห์หน้า ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564
บุนเดสลีกา เยอรมัน
วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564 
โวล์ฟสบวร์ก 1-3 ดอร์ทมุนด์  
 

สนาม : โฟล์คสวาเกน อารีน่า
    ฟุต.บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำวันเสาร์  ที่ 27 พฤศจิกายน 2564  "เสือเหลือง" ภายใต้การคุมทีมของ มาร์โค โรเซ่ ทีมอันดับ 2 ของตาราง บุกเยือน "หมาป่า" โวล์ฟสบวร์ก ทีมอันดับ 6 ของตาราง

      ทัพ "หมาป่าเมืองเบียร์" ที่เปลี่ยนแปลงเทรนเนอร์จาก มาร์ค ฟาน บอมเมล มาเป็น โฟลเรียน โคห์เฟลด์ คุมแทน ฟอร์มเริ่มแผ่ว 2 นัดหลังสุด เสมอ 1 แพ้ 1  โดยจัดทัพปรับจาก 4-3-3 กลับมาใช้ 3-4-2-1 สามประสานแนวรุกประกอบด้วย  ลูคัส เอ็นเมชา, วูท เวกฮอร์สท์ และ โดดี ลูเกบากิโอ  

       ฝั่ง "เสือเหลือง" ภายใต้การคุมทีมของ มาร์โค โรเซ่ รั้งรองจ่าฝูง จัดทัพใช้ 4-3-3 แนวรุกวาง ดอนเยลล์ มาเล่น ยืนหน้าเป้า โดยมี มาร์โค รอยส์ กับ มาริอุส วูลฟ์ คอยปั้นเกมสนุบสนุน   


    เริ่มเกมมา 2 นาที แฟนๆเจ้าถิ่นได้เฮอย่างรวดเร็ว จากการบุกครั้งแรก โดดี ลูเกบากิโอ จ่าย.ให้ รีดเล่อ บาคู เติมขึ้นมาจากแถวสองถึงเส้นหลังประตู ก่อนเปิดยัดเข้ากลางให้ วูท เวกฮอร์สท์ ชาร์จจ่อๆส่ง.ตึงตาข่าย หลังผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์เพื่อความชัวร์ ก็ชี้เป็นสกอร์ให้เจ้าถิ่นให้ โวล์ฟสบวร์ก ขึ้นนำ 1-0

    10 นาทีต่อมา เสือเหลือง มีเสียวบ้างเมื่อ มาห์มูด ดาห์อูด ได้ยิงด้วยเท้าซ้ายตรงกรอบประตู แต่.ไปแฉลบขา โจชูอา กีลาโวกี เปลี่ยนทางถากเสาออกหลังไปนิดเดียว เลยได้แค่ลูกเตะมุมแทน
    
    นาทีที่ 32 แฟนๆ เสือเหลือง ได้เฮคืนบ้าง เมื่อ มาร์โค รอยส์ ไปโดน มักแซงต์ ลาครัวซ์ เสียบจากด้านหลังในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นลูกจุดโทษทันที แบบไม่ต้องเช็กวีเออาร์ ก่อนนาทีที่ 35 เอ็มเร่ ชาน ขันอาสายิงไม่พลาด ทำให้ ดอร์ทมุนด์ ตีเสมอไล่มา 1-1

    ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดครึ่งแรก โวล์ฟสบวร์ก จึงเปิดบ้านเสมอ ดอร์ทมุนด์ อยู่ 1-1

    เริ่มครึ่งหลัง 2 นาที ทีมเยือนมาดุใส่ก่อนเลยทันที เมื่อเดินหน้าบุกใส่ก่อน แล้วได้จบก่อนจากการวอลเลย์เต็มข้อด้วยเท้าซ้ายของ นิโค่ ชูลซ์ แต่.พุ่งไปชนเสาเหลี่ยมนอกเต็มๆ


    นาทีที่ 55 แฟนๆ ทีมเยือน ได้เฮอีกครั้งจนได้ เมื่อ มาร์โค รอยส์ แปะ.ให้ ดอนเยลล์ มาเล่น กระชากไปยิงตรงกรอบประตู ก่อน.พุ่งผ่านมือ ปาวาโอ ปาวาน ตุงตาข่าย เป็นสกอร์ให้ ดอร์ทมุนด์ บุกแซงเฉย 2-1

    นาทีที่ 67 โวล์ฟสบวร์ก ไม่ได้ประตูเหลือเชื่อเมื่อ โดดี ลูเกบากิโอ พา.กระชากเข้าไปยิงมุมแคบให้ เกรกอร์ โคเบล ต้องออกแรงเซฟ แต่.ยังมาเข้าทางปืนของ ลูก้า วาลด์ชมิดท์ ได้เก็บตกซ้ำจ่อๆ แต่ มานูเอล อคานจี ยังตามมาขวางได้อย่างยอดเยี่ยม ดอร์ทมุทนด์ รอดเสียประตูหวุดหวิด

    นาทีที่ 72 แฟนเสือเหลือง ได้ยิ้มออกเพิ่มอีก เมื่อ  มาร์โค โรเซ่ ตัดสินใจเปลี่ยนตัว โดยส่ง เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ที่ร้างสนามไปหลายเดือน ลงสนามแทน ดอนเยลล์ มาเล่น หลังเจ้าตัวหายเจ็บแล้ว

    และแล้วนาทีที่ 81 แฟน เสือเหลือง ได้เฮอีก เมื่อ ยูเลี่ยน บรันด์ท เปิด.เข้าไปในกรอบเขตโทษ แถมไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กระโดดยิงด้วยเท้าซ้ายอย่างสวย ให้ ดอร์ทมุนด์ บุกนำห่าง 3-1 พร้อมเป็นประตูรับขวัญหลังเจ็บของหัวหอกนอร์เวย์อีกด้วย

    ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดเวลา ดอร์ทมุนด์ จึงบุกแซงเอาชนะ โวล์ฟสบวร์ก สุดมัน 3-1 เก็บสามแต้มล้ำค่า โยนความกดดันให้ บาเยิร์น ที่เตะคู่ดึก ด้วยการแซงขึ้นจ่าฝูงชั่วคราว เอาฤกษ์เอาชัยได้ก่อน ต้องไปพบกันเองในศึก แดร์ กลาสิเคอร์ ในสัปดาห์หน้า 

11นักเตะของทั้งสองทีม

โวล์ฟสบวร์ก  (3-4-2-1) : ปาวาโอ ปาวาน - มักแซงต์ ลาครัวซ์, โจชูอา กีลาโวกี (มักซิมิเลี่ยน ฟิลลิปป์ น.90+1), จอห์น บรู๊คส์ - รีดเล่อ บาคู (เควิน เอ็มบาบู น.74), มักซิมิเลี่ยน อาร์โนลด์, อัสเทอร์ วรานซิค,เฌโรม รุสซิลลอง (เปาโล โอตาวิโอ น.62) - โดดี ลูเกบากิโอ,  ลูคัส เอ็นเมชา (ลูก้า วาลด์ชมิดท์ น.62) - วูท เวกฮอร์สท์

ดอร์ทมุนด์ (4-3-3) : เกรกอร์ โคเบล - โธมัส เมอนิเย่ร์, มานูเอล อคานจี, มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์, นิโค่ ชูลซ์ (แดน-อักเซล ซากาดู น.85)  - เอ็มเร่ ชาน, มาห์มูด ดาห์อูด, ยูเลี่ยน บรันด์ท  - มาริอุส วูลฟ์ (อันส์การ์ คนาฟฟ์ น.62),ดอนเยลล์ มาเล่น (เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ น.72), มาร์โค รอยส์ (อักเซล วิตเซล น.85)
23
บาร์เซโลน่า ทีมลูกหนังของ ลา ลีกา เบนเข็มหันมาล่าตัว เฟร์รัน ตอร์เรส ดาวเตะทีมชาติสเปนของ แมนฯ ซิตี้ แทนแล้ว หลังส่อแววหมดโอกาสฉุดเป้าหมายเบอร์หนึ่งอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ไปร่วมทัพ แถมมีแววได้ตัวอดีตดาวเตะทีม บาเลนเซีย ค่อนข้างสูง
     รายงานข่าวเผยว่าชาบี กุนซือของทีมดังแห่งกาตาลันยังวาดหวังที่จะได้ตัว สเตอร์ลิ่ง นักเตะคนโปรดมาร่วมสังกัด แต่หลังจากสตาร์ทีมชาติอังกฤษเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ทีม เรือใบสีฟ้า ก็ออกอาการหวงแหนสุดชีวิต และหวังจับปีกผิวสีต่อสัญญาฉบับใหม่

     ด้วยเหตุนี้ บาร์ซ่า จึงเปลี่ยนไปทาบซื้อ ตอร์เรส แทน และมีแนวโน้มสมหวังเนื่องจากตัวนักเตะซึ่งอยู่ในช่วงล้มเจ็บกระดูกเท้าแตกตั้งแต่เดือนก่อนต้องการย้ายกลับบ้านเกิดด้วยเหตุที่ได้รับโอกาสให้ลงสนามจากทีมเงินถังของอังกฤษเพียงน้อยนิด

ADVERTISING

     อย่างไรก็ดี แมนฯ ซิตี้ ต้องการได้ค่าตัว ตอร์เรส สูงกว่าที่พวกเขาจ่ายให้ทีมตราค้างคาว 21 ล้านปอนด์ (ราว 946 ล้านบาท) ต่อการขายดาวเตะวัย 21 ปีในตลาดเดือนม.ค.นี้โดยที่สื่อบางสำนักอ้างว่าตัวนักเตะตกลงสัญญาส่วนตัวกับ บาร์ซ่า ได้เรียบร้อยแล้วด้วย

     ยิ่งไปกว่านั้น มาเตอู อเลมานี่ ผู้อำนวยการฟุต.ของ บาร์ซ่า และซีอีโอ เฟร์รัน เรเวร์เตร์ เดินทางมาเจรจากับ แมนฯ ซิตี้ ที่เมืองผู้ดีแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังจากทั้งสองสโมสรติดต่อกันมาได้ราวสองสัปดาห์ แต่หากทีมดังจากแดนกระทิงชวดได้ ตอร์เรส ในช่วงปีใหม่ พวกเขาก็พร้อมรอคว้าเป้าหมายอีกรอบในช่วงซัมเมอร์

     ทั้งนี้ ตอร์เรส เป็นเด็กปั้นของ บาเลนเซีย และอยู่กับสโมสรมานาน 14 ปีโดยลงสนามไปทั้งสิ้น 97 นัดก่อนย้ายมาหากินใน พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2020 หนึ่งปีหลังจาก อเลมานี่ อำลาตำแหน่งซีอีโอทีมตราค้างคาว

ADVERTISEMENT


     ต่อการรับใช้ แมนฯ ซิตี้  ตอร์เรส ซึ่งจรดปากกากับทีมของ กวาร์ดิโอล่า ห้าปีลงสนามไปแล้ว 43 นัด และพังประตูได้ 16 ลูก ขณะที่ในการรับใช้ชาติเขาลงเล่นไปแล้ว 21 นัด และยิงได้ 12 ประตูซึ่งนับเป็นเรตในการลงเล่นให้แผ่นดินเกิดที่เหนือกว่าสตาร์ดังอย่าง คิลิยัน เอ็มบัปเป้ , อ็องตวน กรีซมันน์ , โรเมลู ลูกากู และ คาริม เบนเซม่า

     สื่อกาตาลันระบุทิ้งท้ายด้วยว่าอันที่จริง กวาร์ดิโอล่า ไม่ต้องการเสีย ตอร์เรส ให้กับ บาร์ซ่า เนื่องจากเพิ่งคว้าเขามาอยู่ในทีมได้แค่ 18 เดือนเท่านั้น แต่หากเลี่ยงไม่ได้กุนซือสกินเฮดก็ต้องการได้ค่าตัวที่เหมาะสมต่อการขายเขาอย่างถาวรแทนที่จะปล่อยออกไปแบบยืมตัว
24
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงจอมพลิ้ว ลิเวอร์พูล ทำสถิติน่าสนใจได้อีกแล้ว โดยล่าสุดมีส่วนร่วมกับการทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก ครบ 150 ลูกเรียบร้อย กระนั้นมี 2 คนที่ทำสถิตินี้ได้ โดยที่ใช้จำนวนเกมน้อยกว่า 

     โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกจอมถล่มประตูของ ลิเวอร์พูล มีส่วนร่วมกับการทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครบ 150 ลูกเรียบร้อย (108 ประตู, 42 แอสซิสต์) หลังทำ 1 แอสซิสต์ ในเกมล่าสุดที่ "หงส์แดง" เปิดรัง แอนฟิลด์ ถล่ม เซาธ์แฮมป์ตัน 4-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

     ซาลาห์ มีส่วนร่วมกับการทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก 150 ลูก จากการลงเล่น 171 เกม ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมมากๆ แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก นั้น มีสองตำนานที่สามารถทำสถิติดังกล่าวได้ โดยที่ใช้จำนวนเกมน้อยกว่า ซาลาห์ นั่นก็คือ อลัน เชียเรอร์ (148 เกม) และ เธียร์รี่ อองรี (163 เกม) ส่วน เซร์คิโอ อเกวโร่ (181 เกม) กับ แฮร์รี่ เคน (191 เกม) ใช้จำนวนเกมน้อยสุดอันดับ 4 และ 5 ต่อจาก ซาลาห์ 

     สำหรับฤดูกาลนี้ ซาลาห์ กดไปแล้ว 11 ประตู กับ 8 แอสซิสต์ ในศึก พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของลีกทั้งสองสถิติ 
25
"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค สร้างโอกาสเข้าทำมากถึง 23 ครั้ง แถมตรงกรอบ 9 หน ทว่าเปลี่ยนเป็นประตูได้ลูกเดียว จบเชือดรองบ๊วย บีเลเฟลด์ 1-0 ทวงจ่าฝูงหลังโดน ดอร์ทมุนด์ แย่งไปไม่กี่ชม. ในการแข่งขันศึกฟุต.บุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

     ศึกฟุต.บุนเดสลีกา เยอรมัน คืนวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ปราชัยเกมลีกล่าสุด ยังดี.ยุโรปมิดวีกกลับมาสอยเฮ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ขาดแกนหลัก "โยชัว คิมมิช" ที่ติดเชื้อโควิด ทว่ายังมี "เลวานดอฟสกี้-มุลเลอร์" ยืนขู่ทีมเยือน บีเลเฟลด์ ที่กองรองบ๊วยของตาราง ฟรังค์ คราเมอร์ เร้าลูกทีมสู้ยิบตา "ฟาเบียน โคลส" ขอช่วยต้นสังกัดมีแต้มกลับถิ่น


     เสือใต้ได้ลุ้นออกนำ โธมัส มุลเลอร์ สร้างจังหวะทำสกอร์ในเขตโทษ ทว่าทีมเยือนรับเหนียวแน่นต้านทานลูกยิงของหัวหอกเจ้าถิ่น เช่นเดียวกับ คิงส์เล่ย์ โกมัน ปรี่มาหวดติดบล็อกกองหลังทีมรองบ๊วย ช่วงยี่สิบนาทีแรก  

     ต่อมานาทีที่ 24 คิงส์เล่ย์ โกมัน กระชากเจาะทางขวา ปาดย้อนหน้ากรอบเขตโทษ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ถ่ายเข้าด้านซ้าย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้  โยกหาเหลี่ยมยิง.หลุดเสาสองน่าเสียดาย 

     สี่นาทีถัดมา มาซะยะ โอกุงะวะ สอดมารับ. ก่อนดีดติดตัว มานูเอล นอยเออร์ ในเขตโทษ แต่แข้งปลาดิบลืมเช็คล้ำหน้า พลาดช็อตสำคัญพาทีมเบิกประตูเกมนี้

     เบนฌาแม็ง ปาวาร์ หยอด.กดดันจนเกมรับทีมเยือน โหม่งทิ้งเข้าทาง อัลฟองโซ่ เดวิส เก็บแล้วซัด .ไม่ห่างตัว ชเตฟาน ออร์เตก้า ทุบออกหลัง ในนาทีที่ 34 หมดครึ่งแรกเสมออยู่ 0-0

     เกมครึ่งหลังพี่เสือโหมบุกตั้งแต่นาทีแรก ลีรอย ซาเน่ หวด.หลุดเสาขวาเพียงนิดเดียว ขณะที่อดีตปีกแมนซิตี้ มีหวังพังประตูอีกในนาทีที่ 57 คราวนี้ออกข้างเสาซ้ายแทน

     โธมัส มุลเลอร์ ได้.กลางสนามแปะตั้งให้ ลีรอย ซาเน่ จับแล้วบรรจงปั่นโค้งนอกกรอบ .เลี้ยวหนีมือ ชเตฟาน ออร์เตก้า .เสียบเข้าไปสุดงดงาม  นาทีที่ 71 ก่อนหมดเวลา บาเยิร์น มิวนิค จบเชือด บีเลเฟลด์ 1-0 ขยับคืนจ่าฝูง คะแนนนำ ดอร์ทมุนด์ หนึ่งแต้ม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม


บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1): มานูเอล นอยเออร์,เบนฌาแม็ง ปาวาร์,ดาโยต์ อูปาเมกาโน่,ลูกัส แอร์กน็องเดซ (นิคลาส ซือเล่ น.90),อัลฟองโซ่ เดวิส,โกร็องแต็ง โตลิสโซ่,เลออน โกเรทซ์ก้า (จามาล มูเซียล่า น.56),คิงส์เล่ย์ โกมัน,โธมัส มุลเลอร์,ลีรอย ซาเน่ (แซร์จ นาบรี้ น.71),โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 

บีเลเฟลด์ (4-2-3-1) : ชเตฟาน ออร์เตก้า,เซดริก บรุนเนอร์,อามอส พีเพอร์,โยอาคิม นิลส์สัน,อันเดรส อันดราเด้ (นาต็อง เดอ เมดิน่า น.78),เซบาสเตียน วาซิลิดิส (เอดิมิลสัน เฟร์นานเดซ น.79),มานูเอล พริเทิ่ล,พาทริค วิมเมอร์ (โรบิน แฮ็ค น.64),อเลซานโดร เชิพ์ฟ (ยานนี่-ลูก้า แซร์รา น.90),มาซะยะ โอกุงะวะ,ฟาเบียน โคลส (ไบรอัน ลาสเม่ น.78)
26


'สุนัขจิ้งจอก' ของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ต้องเน้นเต็มที่ในเกมนี้หลังไร้ชัยในลีกมา 3 เกมติดความพร้อมได้ เจมี่ วาร์ดี้ ที่ได้พักเมื่อมิดวีกคืนตัวจริง ทางด้าน 'แตนอาละวาด' นายใหญ่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จะคุมทีมเจอต้นสังกัดเก่าที่สร้างชื่อให้เจ้าตัววาง มุสซ่า ซิสโซโก้ นำทัพ ในศึกฟุต. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้
ปรีวิวฟุต. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564
เลสเตอร์ (13) - วัตฟอร์ด (16)
เวลา : 21.00 น. ถ่ายทอดสด TPF HD 4 (603)
สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือเลสเตอร์ พาทีมแพ้เชลซี 0-3 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนถล่มลีเกีย วอร์ซอ 3-1 ในเกมยุโรป เป็นการคว้าชัยนัดแรกในรอบ 5 เกม 

    ความพร้อมเกมนี้ 'บีร็อด' ต้องลุ้นความฟิตของจอนนี่ อีแวนส์ ที่มีอาการเจ็บต้นขารบกวน แต่ในรายของริคาร์โด้ เปเรยร่า (เอ็นหลังหัวเข่า), ยูริ ตีเลมันส์ (น่อง), เจมส์ จัสติน (เข่า) และ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า (ขา) ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว ยังชวดเหมือนเดิม 

    ส่วนเจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าตัวเก๋าที่ได้พักเมื่อมิดวีก ก็พร้อมรีเทิร์นตามปกติ 

    เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือวัตฟอร์ด พาทีมถล่มแมนฯ ยูไนเต็ดขาดลอย 4-1 ในเกมล่าสุด เป็นการคว้าชัยนัดแรกในรอบ 3 เกม 

    สภาพทีมเกมนี้ รานิเอรี่ ต้องลุ้นความพร้อมของอิสไมล่า ซาร์ แนวรุกตัวเก่งที่เจ็บเข่ามาจากเกมทะลวงผี 

    ส่วนพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นคริสติย็อง กาบาเซเล่ (เอ็นหลังหัวเข่า), ฟรานซิสโก้ เซียร์รัลต้า (เอ็นหลังหัวเข่า), เคน เซม่า (เข่า) และ ปีเตอร์ เอเตโบ (ต้นขา) ยังชวดเหมือนเดิม   

    แต่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ อย่างเคร็ก แค็ธคาร์ท, นิโกล่าส์ เอ็นกูลู, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, อิมราน ลูซ่า, มุสซ่า ซิสโซโก้, โจชัว คิง และ เอ็มมานูเอล เดนนิส ยังพร้อมบู๊ทั้งหมด  

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม    
    
    เลสเตอร์ (4-2-3-1) : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล - ติโมธี คาสตาญ, ซากลาร์ โซยุนชู, จอนนี่ อีแวนส์, ลุค โธมัส - วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, บูบาการี่ ซูมาเร่ - อเดโมล่า ลุคแมน, เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ - เจมี่ วาร์ดี้ 

เทรนเนอร์ : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    วัตฟอร์ด (4-3-3) : เบน ฟอสเตอร์ - กิโก้ เฟเมเนีย, เคร็ก แค็ธคาร์ท, นิโกล่าส์ เอ็นกูลู, อดัม มาซิน่า - ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, อิมราน ลูซ่า, มุสซ่า ซิสโซโก้ - อิสไมล่า ซาร์, โจชัว คิง, เอ็มมานูเอล เดนนิส 

เทรนเนอร์ : เคลาดิโอ รานิเอรี่
 
ผู้ตัดสิน : เกรแฮม สกอตต์ 
27
ราฟาเอล เบนิเตซ นายใหญ่ เอฟเวอร์ตัน ผลงานไม่สู้ดีไร้ชัยในลีกมา 6 เกมติดความพร้อมไม่มี ริชาร์ลิซอน ติดโทษแบนแนวรุกไว้ใจ เดมาไร เกรย์ นำทัพ ส่วนทาง เบรนท์ฟอร์ด ของกุนซือ โธมัส แฟร้งค์ ไม่ชนะมา 5 เกมแล้วเช่นกันวาง บริย็อง เอ็มเบอโม่ ล่าสกอร์ ในศึกฟุต. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้
ปรีวิวฟุต. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564
เบรนท์ฟอร์ด (15) - เอฟเวอร์ตัน (12)
เวลา : 21.00 น. ถ่ายทอดสด TPF HD 5 (604)
สนาม : เบรนท์ฟอร์ด คอมมิวนิตี้ สเตเดี้ยม

    โธมัส แฟร้งค์ กุนซือเบรนท์ฟอร์ด พาทีมเสมอนิวคาสเซิ่ล 3-3 ในเกมล่าสุด ทำให้ไม่ชนะมา 3 เกมแล้ว  


    ความพร้อมเกมนี้ แฟร้งค์ ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ขาดแต่พวกที่เดี้ยงอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นมาเธียส ยอร์เกนเซ่น (กล้ามเนื้อ), คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์ (เอ็นหลังหัวเข่า), ดาบิด ราย่า (เข่า) และ จอช ดาซิลวา (สะโพก) ต้องพักยาวเหมือนเดิม 

    แต่แกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปอนตุส ยานส์สัน, อีธาน พินน็อค, เซร์จี้ กานอส, คริสเตียน นอร์การ์ด, ริโก้ เฮนรี่, บริย็อง เอ็มเบอโม่ และ ไอแวน โทนี่ย์ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม  

    ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือเอฟเวอร์ตัน พาทีมแพ้แมนฯ ซิตี้ 0-3 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้นัดที่ 4 จาก 5 เกม 

    สภาพทีมเกมนี้ 'เอล บอส' เจอปัญหาเพียบ เมื่อจะชวดใช้งานริชาร์ลิซอน ที่ติดโทษแบนเพิ่มอีกราย หลังสะสมใบเหลืองครบโควตา แถมเมสัน โฮลเกท ก็ยังไม่พ้นโทษพักแข้ง

    นอกจากนี้ก็ต้องรอเช็กความฟิตของเดมาไร เกรย์ และ อัลลัน ที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อมาจากเกมล่าสุด 

    อย่างไรก็ตามพอมีข่าวดีเล็กน้อยเมื่ออับดูลาย ดูกูเร่ มิดฟิลด์คนสำคัญ หายเจ็บข้อเท้าแล้ว แต่ก็ต้องลุ้นว่าฟิตพอช่วยทีมหรือไม่ 

    ส่วนพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเยร์รี่ มิน่า (เอ็นหลังหัวเข่า), ทอม เดวิส (เข่า), อังเดร โกเมส (น่อง) และ โดมินิค คัลเวิร์ท-เลวิน (ต้นขา) ยังชวดเหมือนเดิม 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม    

    เบรนท์ฟอร์ด (3-5-2) : อัลบาโร่ เฟร์นานเดซ - มาดส์ ราสมุสเซ่น, ปอนตุส ยานส์สัน, อีธาน พินน็อค - เซร์จี้ กานอส, วิตาลี่ ยาเนลท์, คริสเตียน นอร์การ์ด, ซามาน ก็อดดอส, ริโก้ เฮนรี่ - บริย็อง เอ็มเบอโม่, ไอแวน โทนี่ย์   

เทรนเนอร์ : โธมัส แฟร้งค์

    เอฟเวอร์ตัน (4-4-1-1) : จอร์แดน พิคฟอร์ด - เชมัส โคลแมน, เบน ก็อดฟรีย์, ไมเคิ่ล คีน, ลูก้าส์ ดีญ - แอนโธนี่ กอร์ดอน, อัลลัน, ฟาเบียน เดลฟ์, เดมาไร เกรย์ - แอนดรอส ทาวน์เซนด์ - ซาโลมอน รอนดอน 

เทรนเนอร์ : ราฟาเอล เบนิเตซ

ผู้ตัดสิน : ดาร์เรน อิงแลนด์ 
28


สองกูรูดังแดนผู้ดี มาร์ค ลอว์เรนสัน และ ไมเคิ่ล โอเว่น ฟันธง พรีเมียร์ลีก สัปดาห์นี้ โดยใจตรงกันกับผลการแข่งขันของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่
    มาร์ค ลอว์เรนสัน นักวิเคราะห์เกมของ บีบีซี สื่ออังกฤษ ออกโรงแสดงทรรศนะถึงเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่ 13 ของฤดูกาล 2021/22 โดยเชื่อว่า เชลซี ทีมจ่าฝูง จะเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1

ทรรศนะของ ลอว์เรนสัน
วันเสาร์ที่ 27 พ.ย. 
อาร์เซน่อล ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0 
คริสตัล พาเลซ เสมอ แอสตัน วิลล่า 1-1 
ลิเวอร์พูล ชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-0
นอริช เสมอ วูล์ฟส์ 1-1
ไบรท์ตัน แพ้ ลีดส์ 0-2

วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย. 
เบรนท์ฟอร์ด ชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-1
เบิร์นลี่ย์ แพ้ สเปอร์ส 1-2
เลสเตอร์ ชนะ วัตฟอร์ด 3-0
แมนฯ ซิตี้ ชนะ เวสต์แฮม 2-0
เชลซี ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 

ขณะที่ ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ แสดงความเห็นผ่าน เบต วิคเตอร์ โดยเชื่อว่า เชลซี จะเปิดบ้านเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 ส่วน แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ก็จะเก็บ 3 คะแนนได้เช่นกัน

ทรรศนะของ โอเว่น
วันเสาร์ที่ 27 พ.ย. 
อาร์เซน่อล ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-1
คริสตัล พาเลซ เสมอ แอสตัน วิลล่า 1-1 
ลิเวอร์พูล ชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-0
นอริช แพ้ วูล์ฟส์ 0-1
ไบรท์ตัน ชนะ ลีดส์ 2-0

วันอาทิตย์ที่ 28 พ.ย. 
เบรนท์ฟอร์ด แพ้ เอฟเวอร์ตัน 1-2
เบิร์นลี่ย์ แพ้ สเปอร์ส 0-1
เลสเตอร์ ชนะ วัตฟอร์ด 2-1
แมนฯ ซิตี้ ชนะ เวสต์แฮม 3-1
เชลซี ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1
29
สตีเว่น เจอร์ราร์ด เจ๋งพา แอสตัน วิลล่า ออกสตาร์ตสองนัดแรกด้วยการเก็บ 6 แต้มเต็ม หลังจาก "สิงห์ผงาด" บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ ของ ปาทริค วิเอร่า 2-1 พร้อมทะยานขึ้นมารั้งที่ 11 ของตาราง ก่อนนัดหน้ามีคิวดวล แมนฯ ซิตี้ กลางสัปดาห์นี้
    ศึกฟุต.พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564 ที่สนาม เซลเฮิร์สท์ พาร์ค ระหว่าง คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 10 พบ แอสตัน วิลล่า ทีมอันดับ 15

    ปาทริค วิเอร่า กุนซือ คริสตัล พาเลซ ไม่แพ้ใครมา 5 เกมแล้ว เกมนี้สามแนวรุกส่ง วิลเฟร็ด ซาฮา ประสานงานร่วมกับ คริสติย็อง เบนเตเก้ และ ไมเคิ่ล โอลิเซ่ โดยมี คอนเนอร์ กัลลาเกอร์ ทำเกมอยู่ด้านหลัง 
    ขณะที่ แอสตัน วิลล่า ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด เพิ่งประเดิมคุมทีมนัดแรกด้วยการเอาชนะ ไบรท์ตัน 2-0 เกมนี้ส่ง แอชลีย์ ยัง ทำเกมรุกทางฝั่งซ้าย โดยมี เลออน ไบลีย์ อยู่ด้านขวา แล้วให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า 

    ครึ่งแรกเปิดฉากมาเป็น วิลล่า ที่ครองเกมบุกใส่ทันที และมาทักทายก่อนในนาทีที่ 5 เมื่อ เลออน ไบลีย์ ตอกส้นให้ แม็ตตี้ แคช สอดขึ้นมาซัดในเขตโทษแต่.ไม่ตรงกรอบ

    หลังจากนั้นเป็นโอกาสทองของ พาเลซ บ้างเกือบขึ้นนำในนาทีที่ 11 จากจังหวะที่ วิลเฟร็ด ซาฮา ใช้ความสามารถฌแพาะตัวเกี่ยว.เข้าซ้ายแล้วซัดจ่อๆ.ผ่านหน้าปากประตูออกหลังไปหวุดหวิด 

    จนกระทั่งนาทีที่ 15 วิลล่า ขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะเตะมุมทางฝั่งขวา.มาเข้าทางของ แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ ที่เสาไกลได้กดด้วยซ้ายเน้นๆส่ง.ตุงตาข่าย 

    จากนั้นนาทีที่ 23 พาเลซ ลุ้นตามตีเสมอ ไทริค มิทเชลล์ เติมขึ้นมาทางกราบซ้ายแล้วเปิดเข้าเขตโทษให้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ขึ้นโหม่ง.เหินข้ามคานไปนิดเดียว 

    เกมเปิดหน้าแลกกันสนุก วิลล่า ได้ลุ้นลูกสอง ในนาทีที่ 27 เมื่อ จอห์น แม็คกินน์ ไดด้บรรจงปั่นด้วยซ็ายข้างถนัดในเขตโทษ.หลุดเสาไกลออกไปแบบหวุดหวิด 

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า บุกมานำ คริสตัล พาเลซ 1-0 


    ครึ่งหลังเกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 57 วิลล่า เกือบได้ลูกสองจากจังหวะการปั่นฟรีคิกหน้าเขตโทษของ แอชลีย์ ยัง .ข้ามกำแพงแต่ไปชนคานอย่างจัง 

    หลังจากนั้นเป็น พาเลซ ที่ครองเกมได้เหนือกว่าชัดเจน ก่อนที่นาทีที่ 72 ผู้ตัดสินจะแจกใบแดงโดยตรงให้กับ ดั๊กลาส ลุยซ์ จากจังหวะไปเสียบสกัดใส่ ชีคกู กูยาเต้ แต่เมื่อย้อนไปดูเหตุการณ์จาก VAR ด้วยตัวเองจะเปลี่ยนคำตัดสินให้เป็นใบเหลืองแก่มิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลเท่านั้น 

    ถัดมานาที 79 พาเลซ ได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะที่ คริสติย็อง เบนเตเก้ งัด.ขึ้นในเขตโทษก่อนกระโดดเอี้ยวตัวซัดด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านมือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ

    แต่กระนั้น วิลล่า ที่เกมเป็นรองนำห่าง 2-0 ในนาทีที่ 86 จากจังหวะสวนกลับเร็วแล้วเป็น จอห์น แม็คกินน์ ได้บรรจงปั่นด้วยซ้ายเน้นๆหน้าเขตโทษส่ง.เข้าประตูไปอย่างสวยงาม 

    พาเลซ ไม่ยอมง่ายๆได้ประตูตีไข่แตกมาเป็น 1-2 ในช่วงทดเวลานาที 90+5 จากจังหวะที่ มาร์ค เกฮี ได้ยิงโล่งๆหน้าประตู

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม แอสตัน วิลล่า บุกชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 คว้าชัยสองนัดรวดขยับขึ้นมารั้งที่ 11 ของตาราง 

    
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม 

คริสตัล พาเลซ (4-3-3) : บิเซนเต้ ไกวต้า - โจเอล วอร์ด, เจมส์ ทอมกิ้นส์, มาร์ค เกฮี, ไทริค มิทเชลล์ - คอเนอร์ กัลลาเกอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีคกู กูยาเต้ - ไมเคิ่ล โอลิเซ่, คริสติย็อง เบนเตเก้, วิลฟรีด ซาฮา 

แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ - แม็ตตี้ แคช, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ - จอห์น แม็คกินน์, มาร์เวลัส นากัมบา - แอชลีย์ ยัง, เจค็อบ แรมซี่ย์, เลออน ไบลีย์ - โอลลี่ วัตกิ้นส์  
30
"ไก่เดือยทอง" ยุคของ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังไร้พ่ายในเกมลีกความพร้อมเกมนี้ส่งชุดใหญ่คืนตัวจริงนำโดย แฮร์รี่ เคน ยกพลบุก เบิร์นลี่ย์ ที่กุนซือ ฌอน ไดช์ พาทีมไม่แพ้ใครมา 4 นัดติดต่อกัน ในศึกฟุต. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้
ปรีวิวฟุต. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564
เบิร์นลี่ย์ (18) - สเปอร์ส (7)
เวลา : 21.00 น. ถ่ายทอดสด TPF HD 3 (602)
สนาม : เทิร์ฟ มัวร์

    ฌอน ไดช์ พา เบิร์นลี่ย์ ไม่แพ้ใครมา 4 นัดติดต่อกันในลีกจากการชนะ 1 เสมอ 3 แต่พวกเขาก็ยังอยู่ในโซนตกชั้นอยู่ดี โดยฟอร์มล่าสุดเปิดบ้านเสมอกับ คริสตัล พาเลซ ไป 3-3

    เบิร์นลี่ย์ จะอดใช้งาน 2 นักเตะสำคัญอย่าง เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ และ แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด ที่ติดโทษแบนจากรับใบเหลืองครบ 5 ใบ

    แอชลี่ย์ บาร์นส์ ลงสนามไม่ได้แน่ๆเนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อ แถมยังต้องรอลุ้นความฟิตของ มาเตจ์ วีดร้า และ เจย์ โรดริเกซ อีกด้วย

    อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ อิตาเลี่ยน พา ไก่เดือยทอง เข้าวินเกมก่อนด้วยการเปิดบ้านทุบ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-1 ทว่ากลางสัปดาห์ เขาเปลี่ยนผู้เล่น 9 คน ก่อน สเปอร์ส จะไปแพ้ เอ็นเอส มูร่า 1-2 ในยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ที่ สโลวิเนีย 


    ไก่ ยังไม่สามารถใช้บริการของ คริสเตียน โรเมโร่ ปราการหลังทีมชาติอาร์เจนตินาได้เนื่องจากบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อยังไม่หาย

    นอกจากนี้ โจวานนี่ โล เซลโซ่ ก็ไม่น่าจะฟิตทันด้วย แต่ยังดีที่ได้ โอลิเวอร์ สคิปป์ พ้นโทษแบนจากสัปดาห์ก่อนกลับมาช่วยทีมแดนกลางได้แล้ว

    นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    เบิร์นลี่ย์ (4-4-2) : นิค โพพ - แมทธิว ลอว์ตัน, เควิน ลอง, เบน มี, ชาร์ลี เทย์เลอร์ - โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน, แจ็ค คอร์ก, จอช บราวน์ฮิลล์, ดไวท์ แม็คนีล - คริส วู้ด, แม็กซ์เวล คอร์เนต


เทรนเนอร์ : ฌอน ไดช์

    สเปอร์ส (3-4-2-1) : อูโก้ โยริส - จาเฟต แทนกันก้า, เอริก ดายเออร์, เบน เดวิส - เอเมอร์สัน รอยัล, ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก, โอลิเวอร์ สคิปป์, เซร์คิโอ เรกีล่อน - ลูคัส มูร่า, ซน ฮึง-มิน - แฮร์รี่ เคน

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้

ผู้ตัดสิน : ปีเตอร์ แบ็งค์ส
Pages: 1 2 [3] 4 5 ... 10